วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ข่าวเกี่ยวกับดาราศาสตร์

 

นาซาคัดเลือกโครงการสำรวจอวกาศใหม่อีกสองโครงการ

             องค์การนาซาได้คัดเลือกโครงการอวกาศใหม่ขึ้นมาอีกสองโครงการสำหรับสำรวจแสงวาบรังสีแกมมาและดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในทศวรรษหน้า
                ยานสองลำนี้คือ สวิฟต์ (Swift Gamma Ray Burst Explorer) และ เฟม (FAME - Full-sky Astronometric Mapping Exploror)
สวิฟต์ ซึ่งจะถูกปล่อยสู่อวกาศในปี พ.ศ. 2546 มีหน้าที่หลักในการสำรวจแสงวาบรังสีแกมมา (Gamma Ray Burst) กล้องหลักทั้งสามตัวของยานจะทำงานในย่านความถี่ครอบคลุมตั้งแต่แสงขาว รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ จนถึงรังสีแกมมา ยานลำนี้จะสามารถติดตามสำรวจแสงวาบรังสีแกมมาได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ยานอวกาศลำอื่นตรวจพบแสงวาบขึ้นมา
ส่วนยานอวกาศ เฟม จะถูกปล่อยสู่อวกาศในปี พ.ศ. 2547 จะทำหน้าที่ในการวัดตำแหน่งและความสว่างของดาวฤกษ์อย่างละเอียด ยานลำนี้สามารถวัดตำแหน่งได้แม่นยำถึง 50 ไมโครพิลิปดา หรือเทียบเท่ากับความกว้างของเส้นผมที่อยู่ห่างออกไป 100 กิโลเมตร ความแม่นยำของการวัดนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาดาวเคราะห์ของดาวฤกษ์ดวงอื่น หรือศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสสารมืด (dark matter) สวิฟต์ จะถูกควบคุมและบริหารโดยศูนย์การบินอวกาศกอดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ของนาซา ส่วนเฟมจะถูกบริหารโดยหอสังเกตการณ์กองทัพเรือสหรัฐ (U.S. Naval Observatory) ทั้งสองโครงการมีมูลค่า 163 และ 162 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ





พบดาวเคราะห์ใหม่ ชื่อสุดเซ็กซี่

          เมื่อเดือนที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์จากคาลเทคได้รายงานว่า ค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นดวงใหม่ ดวง ในจำนวนนี้ เป็นบริวารของดาวเอชดี 200964 สองดวง และเป็นบริวารของดาว 24 เซกซ์แทนต์อีกสองดวง
          ดาวเอชดี 200964 เป็นดาวฤกษ์อายุมากใกล้สิ้นอายุขัย อยู่ห่างจากโลก 223 ปีแสง ดาวเคราะห์สองดวงของดาวดวงนี้เป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีทั้งคู่ โคจรอยู่ห่างกันแค่ 52.3 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้กันมากที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบเห็น  ลองเปรียบเทียบกับดาวยักษ์คู่ระบบสุริยะของเรา ดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์ อยู่ห่างกัน 531 ล้านกิโลเมตร
          เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเห็น เพราะดาวเคราะห์ยักษ์ที่อยู่ใกล้กันมากเช่นนี้ มีโอกาสที่จะทำลายกันเองได้ง่ายหากโคจรผิดจังหวะ จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าดาวเคราะห์คู่นี้รอดมาได้อย่างไรถึงปัจจุบัน
          เนื่องจากดาวเคราะห์ทั้งสองเป็นดาวเคราะห์ใหญ่มาก และอยู่ใกล้กันมาก อิทธิพลด้านแรงดึงดูดที่มีต่อกันจึงสูงมาก เช่นกรณีของดาวเคราะห์แก๊สคู่นี้ ออกแรงดึงดูดกันแรงกว่าที่โลกดึงดูดดวงจันทร์ถึง 700 เท่า
          ส่วนดาวเคราะห์อีกคู่หนึ่งก็โคจรอยู่ใกล้กันมากเช่นกันที่ระยะ 112.6 ล้านกิโลเมตร แต่ดาวคู่นี้ดูเหมือนจะเป็นที่สนใจมากกว่า โดยเฉพาะต่อสื่อหรือบุคคลนอกวงการดาราศาสตร์ นั่นเพราะชื่อที่แสนสะดุดหูนั่นเอง
          ดาวเคราะห์สองดวงนี้ โคจรรอบดาวฤกษ์ที่ชื่อ 24 เซกซ์แทนต์ ซึ่งหมายถึงเป็นดาวฤกษ์ลำดับที่ 24 ในกลุ่มดาวเซกซ์แทนต์ ดาวดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 244 ปีแสง
          ตามธรรมเนียมทั่วไปการตั้งชื่อดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น จะใช้ชื่อของดาวฤกษ์แม่นั้นขึ้นต้น แล้วต่อท้ายด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหนึ่งตัว เริ่มตั้งแต่ตัวบี (b) ดวงแรกที่ค้นพบ ก็จะได้ตัวบี (b) ดวงที่สองก็ใช้ตัวซี (c) เช่นนี้เรื่อยไป ส่วนอักษรเอ (a) สงวนไว้สำหรับเรียกดาวฤกษ์แม่เอง        ในกรณีบริวารสองดวงของดาว 24 เซกซ์แทนต์ จึงได้ชื่อว่า 24 เซกซ์แทนต์บี (24 Sextantis b) และ 24 เซกซ์แทนต์ซี (24 Sextantis c) ซึ่งเขียนย่อได้เป็น 24 เซกซ์บี (24 Sex b) กับ 24 เซกซ์ซี (24 Sex c) ซึ่งนี่ก็คือที่มาของชื่อชวนสะดุดหูของดาวเคราะห์ดวงนี้นั่นเอง




 เคปเลอร์ค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ 5 ดวง              

                 เคปเลอร์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศใหม่แกะกล่องของนาซา ได้ประเดิมความสำเร็จก้าวแรกได้อย่างสวยงาม ด้วยการค้นพบดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นพร้อมกันทีเดียวถึงห้าดวง       ดาวเคราะห์ทั้งห้าดวงนี้ได้ชื่อว่า เคปเลอร์ 4 บี, 5 บี, 6 บี, 7 บี และ 8 บี ทั้งหมดมีขนาดใหญ่กว่าโลก จัดเป็นประเภทที่เรียกว่า "พฤหัสร้อน" เนื่องจากมีมวลและอุณหภูมิสูงมาก มีขนาดตั้งแต่ใกล้เคียงกับดาวเนปจูนจนถึงใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี มีคาบโคจรรอบดาวฤกษ์ตั้งแต่ 3.3-4.9 วัน อุณหภูมิอยู่ในช่วง 1,200-1,600 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าหินหลอมเหลวจากภูเขาไฟ แน่นอนว่าไม่ต้องไปถามถึงสิ่งมีชีวิต      กล้องเคปเลอร์เดินทางขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 มีภารกิจสำคัญในการสำรวจดาวฤกษ์กว่า 150,000 ดวงอย่างต่อเนื่องและพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือค้นหาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นที่คล้ายโลกและโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ จนถึงขณะนี้เคปเลอร์ตรวจพบสัญญาณต้องสงสัยว่าอาจเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นมาแล้วหลายร้อยแห่งที่ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่
เคปเลอร์ค้นหาดาวเคราะห์โดยสังเกตการลดความสว่างลงอย่างเฉียบพลันของดาวฤกษ์ วิธีนี้อาศัยหลักการที่ว่าเมื่อดาวเคราะห์ผ่านหน้าดาวฤกษ์จะบังแสงจากดาวฤกษ์ทำให้ความสว่างตกลง ปริมาณของแสงที่ลดลงไปจะบ่งบอกขนาดของดาวเคราะห์ ส่วนอุณหภูมิของดาวเคราะห์ก็ประเมินได้จากสมบัติด้านต่าง ๆ ของดาวฤกษ์แม่และคาบการโคจรของดาวเคราะห์
การค้นพบนี้อาศัยการเก็บข้อมูลเป็นเวลาเพียง 6 สัปดาห์ นับจากภารกิจเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 เคปเลอร์จะยังคงปฏิบัติภารกิจต่อไปอีกอย่างน้อยจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2555 เคปเลอร์จะค้นหาดาวเคราะห์ที่เล็กขนาดโลก รวมถึงดวงที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในระยะที่อบอุ่นพอจะทำให้น้ำบนดาวเคราะห์อยู่ในสถานะของเหลวได้ เนื่องจากดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ในระยะดังกล่าวจะมีคาบโคจรราว 1 ปี และการสำรวจต้องเก็บข้อมูลการผ่านหน้าดาวฤกษ์สามครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี จึงจะหาดาวเคราะห์เช่นว่านี้ได้        "การค้นพบในวันนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายของเรามาก" วิลเลียม โบรักกี จากศูนย์วิจัยเอมส์ในมอฟเฟตต์ฟิลด์ หัวหน้าผู้สอบสวนของภารกิจเคปเลอร์กล่าว "การสำรวจของเคปเลอร์จะบอกเราได้ว่ามีดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตอยู่มากน้อยเท่าใด หรืออาจตอบได้ว่าเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวในดาราจักรนี้หรือไม่"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น